Showing posts with label visa. Show all posts
Showing posts with label visa. Show all posts

Friday, November 6, 2009

หนังสือเดินทาง บัตรประจำตัวประชาชนพลเมืองโลก(ตอนจบ)


รายชื่อประเทศที่ทำความตกลงโดยได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำการตรวจลงตรา (visa) หรือการตรวจลงตรา ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง (visa on arrival)
ในการเข้าประเทศเหล่านี้สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางประเทศไทย
ทวีปเอเชีย
สำหรับหนังสือเดินทางทุกประเภท
* สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 30 วัน
* สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม 30 วัน
* เขตปกครองพิเศษฮ่องกง 30 วัน
* มาเก๊า 30 วัน
* เกาหลีใต้ 90 วัน
* สิงคโปร์ 30 วัน
* สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา 30 วัน
* ประเทศมาเลเซีย 30 วัน
* ประเทศบรูไนดารุสซาลาม 14 วัน
* ประเทศอินโดนีเซีย 30 วัน
* ประเทศบาห์เรน 14 วัน (Visa On Arrival)
* ประเทศฟิลิปปินส์ 21 วัน
* ประเทศจอร์แดน 30 วัน (Visa On Arrival)
* ประเทศอิหร่าน 14 วัน (Visa On Arrival)

สำหรับหนังสือเดินทางทูตและราชการ
* ประเทศกัมพูชา 30 วัน
* ประเทศมองโกเลีย 30 วัน
* ประเทศโอมาน 30 วัน
* สหภาพเมียนมาร์ 30 วัน
* สาธารณรัฐประชาชนจีน 30 วัน
* ประเทศญี่ปุ่น 90 วัน
* ประเทศฟิลิปปินส์ 90 วัน
* ประเทศมาเลเซีย 90 วัน
* ประเทศอินโดนีเซีย 90 วัน
* ประเทศภูฏาน 90 วัน
* ประเทศสิงคโปร์ 90 วัน
* ประเทศตุรกี 90 วัน
* สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล 90 วัน
* ประเทศอิสราเอล 90 วัน

ทวีปยุโรป
สำหรับหนังสือเดินทางทุกประเภท
* สหพันธรัฐรัสเซีย 30 วัน
* ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สำหรับหนังสือเดินทางที่มี Schengen Visa เท่านั้น

สำหรับหนังสือเดินทางทูตและราชการ
* ประเทศออสเตรีย 90 วัน
* ประเทศเบลเยียม 90 วัน
* ประเทศโครเอเชีย 90 วัน
* สาธารณรัฐเช็ก 90 วัน
* สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี 90 วัน
* ประเทศฮังการี 90 วัน
* ประเทศอิตาลี 90 วัน
* ราชรัฐลักเซมเบิร์ก 90 วัน
* ประเทศเนเธอร์แลนด์ 90 วัน
* ประเทศโปแลนด์ 90 วัน
* ประเทศโรมาเนีย 90 วัน
* สหพันธรัฐรัสเซีย 90 วัน
* ประเทศสวีเดน 90 วัน
* ประเทศสโลวาเกีย 90 วัน

ทวีปอเมริกา
สำหรับหนังสือเดินทางทุกประเภท
* ประเทศอาร์เจนตินา 90 วัน
* ประเทศบราซิล 90 วัน
* ประเทศชิลี 90 วัน
* ประเทศเปรู 90 วัน

สำหรับหนังสือเดินทางทูตและราชการ
* สาธารณรัฐคอสตาริกา 90 วัน
* ประเทศเม็กซิโก 90 วัน

ทวีปแอฟริกา
สำหรับหนังสือเดินทางทุกประเภท
* ประเทศแอฟริกาใต้ 30 วัน

สำหรับหนังสือเดินทางทูตและราชการ
* ประเทศแอฟริกาใต้ 90 วัน
* ประเทศตูนิเซีย 90 วัน
หมายเหตุ หนังสือเดินทางทุกประเภทในที่นี้หมายถึงหนังสือเดินทางประเทศไทยประเภททูต ราชการ และธรรมดา
ข้อมูลหนังสือเดินทางประเทศไทย โดยกองหนังสือเดินทางกระทรวงการต่างประเทศ

หนังสือเดินทาง บัตรประจำตัวประชาชนพลเมืองโลก(ตอนที่ 2)


หนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-พาสปอร์ต (e-passport) หรืออาจะเรียกว่าหนังสือเดินทางที่บันทึกข้อมูลทางชีวภาพ (biometric passport) เป็นหนังสือเดินทางรูปแบบใหม่ที่มีคุณลักษณะเฉพาะทางเทคนิคโดยปฏิบัติตามข้อกำหนดขององค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)
ทางกองหนังสือเดินทางเริ่มให้บริการได้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 แต่เปิดให้บริการเฉพาะผู้ทำหนังสือเดินทางประเภททูตและราชการเท่านั้น ต่อมาเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2548 เปิดให้บริการสำปรับประชาชนทั่วไปเพียงวันละ 100 เล่มเฉพาะที่กรมกงสุล และเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2548
เปิดให้บริการหนังสือเดินทางรูปแบบใหม่นี้เต็มรูปแบบทุกแห่งและทุกประเภท หนังสือเดินทางในปัจจุบันหนังสือเดินทางรูปแบบใหม่นี้มีการใช้อย่างกว้างขวางในหลายประเทศ เช่นประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และอื่น ๆ
ความแตกต่างระหว่างหนังสือเดินทางรุ่นเดิมและหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่นี้มี 2 ส่วนหลัก ๆ คือ
1. มีการบันทึกข้อมูลชีวภาพ (biometric data) ได้แก่ลายพิมพ์นิ้วมือทั้งสองข้าง (ทั่วไปจะเป็นนิ้วชี้ข้างซ้ายและขวา) โครงสร้างใบหน้าลงไว้ในไมโครชิพแบบ RFID ที่ฝังอยู่ในหนังสือเดินทาง
2. หนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถอ่านข้อมูลที่มีการบันทึกข้อมูลทาง ชีวภาพของผู้ถือหนังสือเดินทางได้ด้วยเครื่องอ่าน(Machine Readable Passport) โดยมีการตรวจพิสูจน์โดยอัตโนมัติในการเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างหนังสือเดิน ทางกับผู้ถือหนังสือเดินทาง
นอกจากนี้ยังมีข้อแตกต่างอื่นๆ คือ
1. หนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์จะไม่สามารถต่ออายุได้เหมือนหนังสือเดินทางรุ่นเดิมโดยจะเป็นการออกหนังสือเดินทางเล่มใหม่แทนเล่มเดิม
2. หนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์จะไม่อนุญาตให้ลงบันทึกแก้ไขเพิ่มเติมหรือ เปลี่ยนแปลงข้อความใด ๆ เช่นการขอเปลี่ยนชื่อ/นามสกุล ของผู้ถือหนังสือเดินทางลงในเล่มหนังสือเดินทาง เพื่อป้องกันข้อมูลขัดแย้งกันระหว่างข้อมูลในหนังสือเดินทางกับข้อมูลที่ บันทึกไว้แล้วในไมโครชิพซึ่งอาจะทำให้หนังสือเดินทางขาดความน่าเชื่อถือ
3. หนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภทจะมีให้เลือกเพียงแบบเดียวคือแบบ จำนวน 50 หน้าโดยไม่สามารถเพิ่มเติมหน้าได้ ต่างจากแบบเดิมที่มี 32 หน้าและสามารถเพิ่มหน้าได้ตอนหลัง
ประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นของหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์
กองหนังสือเดินทางกล่าวไว้ว่าหนังสือเดินทางรูปแบบใหม่นี้มีประโยชน์มาก ขึ้นในหลายด้านเช่นด้านของการป้องกันการปลอมแปลง เนื่องจากต้องปลอมแปลง ข้อมูลพื้นฐาน และข้อมูลทางชีวภาพของผู้ถือหนังสือเดินทางให้ตรงกันสองอย่างซึ่งมีความเป็นไปได้ยาก ทำให้สามารถสกัดกั้นขบวนการก่อการร้ายข้ามชาติ และปัญหาการลักลอบเข้าเมือง อีกทั้งยังทำให้เวลาในการตรวจสอบข้อมูล ผู้ถือหนังสือเดินทางรวดเร็วและแม่น ยำมากยิ่งขึ้น สุดท้ายยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยทำให้หนังสือเดินทางประเทศไทยมีความน่าเชื่อถือ และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น
ชนิดของหนังสือเดินทางประเทศไทยในปัจจุบันมี 4 ประเภทคือ
หนังสือเดินทางธรรมดา(ปกสีแดงเลือดหมู) ออกให้สำหรับประชาชนทั่วไป หนังสือเดินทางมีอายุไม่เกิน 5 ปี
หนังสือเดินทางราชการ(ปกสีน้ำเงินเข้ม) หนังสือเดินทางมีอายุไม่เกิน 5 ปี ผู้ถือต้องใช้ในราชการเท่านั้น
ไม่สามารถนำไปใช้ในการเดินทางส่วนตัว โดยมีข้อกำหนดออกเฉพาะข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่จัดตั้งตามรัฐธรรมนูญ สมาชิกรัฐสภาซึ่งเดินทางไปราชการในต่างประเทศ และบุคคลอื่นใดที่เดินทางเพื่อทำประโยชน์แก่ทางราชการตามที่กระทรวงการต่างประเทศอนุมัติ
หนังสือเดินทางทูต (ปกสีแดงสด) ประเภทนี้จะมีอายุไม่เกิน 5 ปี ไม่สามารถต่ออายุเพิ่มได้ มีข้อกำหนดออกให้เฉพาะบุคคลดังต่อไปนี้
1. พระบรมวงศ์และพระนัดดาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
2. พระอนุวงศ์ชั้นพระองค์เจ้าและคู่สมรส
3. พระราชวงศ์และบุคคลสำคัญที่ราชเลขาธิการขอไปเป็นกรณีพิเศษ
4. ประธานองคมนตรี และองคมนตรี
5. นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี
6. ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา
7. ประธานศาลฎีกา รองประธานศาลฎีกา และประธานศาลอุทธรณ์
8. ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานศาลปกครองสูงสุด
9. อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีกระทวงการต่างประเทศ
10. ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ
11. ข้าราชการที่มีตำแหน่งทางการทูต ซึ่งเดินทางไปราชการในต่างประเทศ
12. ข้าราชการที่มีตำแหน่งทางการทูต ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประจำอยู่ ณ ส่วนราชการในต่างประเทศ คู่สมรส และบุตรในประเทศที่ประจำอยู่หรือทำการศึกษาอยู่ในประเทศอื่น แต่บุตรจะต้องอายุไม่เกิน 25 ปี
13. คู่สมรสที่ร่วมเดินทางไปกับบุคคลดังกล่าวในข้อ 2-8
14. บุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการหรือภายใต้พันธกรณีระหว่างประเทศ หรือภายใต้สถานการณ์พิเศษที่มีความจำเป็น หรือเผยแพร่ชื่อเสียงเกียรติคุณของประเทศไทย
หนังสือเดินทางชั่วคราว (หน้าปกสีเขียว)
นอกจากนี้ ยังมีอีก 2 ประเภทพิเศษ คือ
หนังสือเดินทางพระ ออกให้สำหรับพระภิกษุและสามเณรที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปต่างประเทศตามนัยระเบียบมหาเถรสมาคม
หนังสือเดินทางเพื่อไปประกอบพิธีฮัจญ์ ออกให้ชาวมุสลิมที่เพื่อเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ หนังสือเดินทางประเภทนี้จะมีอายุ 2 ปีเท่านั้น
รูปแบบลักษณะหนังสือเดินทาง หนังสือเดินทางประเทศไทยสำหรับประชาชนทั่วไปรุ่นปัจจุบันจะมีสีแดงเลือดหมูโดยมีตราครุฑอยู่ ตรงกลางที่ปกด้านหน้า และคำว่า "หนังสือเดินทาง ประเทศไทย" (อยู่ต่างบรรทัดกัน) อยู่ด้านบนสุด ส่วนคำว่า "THAILAND PASSPORT" (อยู่ต่างบรรทัดกัน) อยู่ใต้ตราครุฑ ด้านล่างสุดจะเป็นสัญลักษณ์ของหนังสือเดินทางที่มีข้อมูลทางชีวภาพ (biometric passport) อักษรและสัญลักษณ์ที่หน้าปกเป็นสีทอง ขนาดกว้าง 8.5 เซนติเมตร ยาว 12.5 เซนติเมตรมีจำนวนหน้าทั้งหมด 50 หน้าภายในหนังสือเดินทางประกอบด้วยรายการข้อมูลภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
ข้อมูลจำเพาะผู้ถือหนังสือเดินทาง หนังสือเดินทางประเทศไทยจะมีข้อมูล 2 ภาษา เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษดังต่อไปนี้
* รหัส (Type) 'P' อักษรย่อสำหรับคำว่า "Passport"
* ประเทศ (Country code) "THA" สำหรับประเทศไทย
* หนังสือเดินทางเลขที่ (Passport No.) มีรูปแบบเป็น A123456 (ตัวอักษรหนึ่งตัวตามด้วยตัวเลขหกหลัก)
* นามสกุล (Surname) เป็นภาษาอังกฤษ
* คำนำหน้าชื่อ ชื่อ (Title Name) เป็นภาษาอังกฤษ
* ชื่อภาษาไทย (Name in Thai) ประกอบด้วยคำนำหน้า ชื่อ และนามสกุลเป็นภาษาไทย
* สัญชาติ (Nationality) "THAI" สำหรับประชาชนไทย
* วันเกิด (Date of birth) ในรูปแบบ DD-MMM-YYYY (วัน เดือน ปีค.ศ.) เช่น 20 NOV 2006
* เลขประจำตัวประชาชน (Personal No.)
* เพศ (Sex) "M" สำหรับบุรุษ หรือ "F" สำหรับสตรี
* ส่วนสูง (Height) หน่วยเป็นเมตร
* สถานที่เกิด (Place of birth) โดยทั่วไปจะเป็นจังหวัดที่เกิด
* วันที่ออก (Date of issue) ในรูปแบบเดียวกับวันเกิด
* วันที่หมดอายุ (Date of expiry) ในรูปแบบเดียวกับวันเกิด โดยจะหมดอายุในอีก 5 ปีให้หลัง
* ออกให้โดย (Authority) โดยทั่วไปจะเป็น "MINISTRY OF FOREIGN AFFAIR"
* ลายมือชื่อผู้ถือหนังสือเดินทาง (Signature of bearer)

หมายเหตุหนังสือเดินทาง
หนังสือเดินทางส่วนใหญ่จะมีหมายเหตุจากประเทศที่เป็นผู้ออกหนังสือเดิน ทางให้โดยเป็นการชี้แจงว่าผู้มือหนังสือเดินทางเป็นพลเมืองของประเทศนั้นและ ขอความกรุณาให้พลเมืองของประเทศตนสามารถผ่านเข้าไปในประเทศได้และได้รับการ ปฏิบัติต่อผู้ถือหนังสือเป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติของนานาชาติ หมายเหตุสำหรับหนังสือเดินทางประเทศไทยมีข้อความเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด โดยมีข้อความว่า

"The Minister of Foreign Affairs of Thailand hereby requests all whom it may concern to permit the citizen/national of the Kingdom of Thailand named herein to pass freely without delay or hindrance and to give all lawful aid and protection.
This passport is valid for all countries and area."
หมายความว่า
"กระทรวงการต่างประเทศแห่งประเทศไทยจักร้องขอ ณ โอกาสนี้ยังผู้เกี่ยวข้อง ได้ยินยอมให้ประชาชน/ราษฎรแห่งราชอาณาจักรไทย ผู้ปรากฏนาม ณ ที่นี้ ได้ผ่านไปโดยเสรี มิให้ล่าช้าฤๅกีดกั้น ทั้งโปรดอนุเคราะห์และปกป้องโดยนิติธรรมหนังสือเดินทางนี้มีผลแก่ทุกประเทศแลดินแดน"
ค่าธรรมเนียม
หนังสือเดินทางธรรมดา หนังสือเดินทางพระ หนังสือเดินทางราชการ เก็บค่าธรรมเนียมฉบับละ 1,000 บาท ส่วนหนังสือเดินทางเพื่อไปประกอบพิธีฮัจญ์ เก็บค่าธรรมเนียมฉบับละ 400 บาท

หนังสือเดินทาง บัตรประจำตัวประชาชนพลเมืองโลก(ตอนที่ 1)



โดยส่วนตัวผมเองไม่ค่อยได้เดินทางไปไหนมาไหนไกลๆ โดยเฉพาะต่างประเทศเพราะไม่ได้เป็นรัฐมนตรี หรือนักธุรกิจ ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวแบบฟลุ๊คๆที่ประเทศมาเลเซีย โดยมีผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ ไปในฐานะสื่อมวลชน ค่อนข้างสะดวกเพราะบริษัทนำเที่ยวเขาจัดการให้เสร็จสรรพ ทริปนี้ใช้เวลาประมาณ 5 วันดังนั้นใช้แค่หนังสือผ่านแดนหรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Border pass แทนหนังสือเดินทางหรือ passport ก่อนที่จะเข้าเหยียบแผ่นดินมาเลเซียก็ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองค่อนข่างเข้มงวดที่เดียวเป็นเรื่องปกติเพราะเข้าไปในช่วงสถานการณ์บ้านเราในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังระอุ ก็ต้องมีการตรวจสอบกันละเอียดหน่อย ผ่านขั้นตอนที่น่าอึดอัด (เพราะไม่สันทัดภาษาอังกฤษ) ไปได้ก็ค่อนข้างโล่งใจ มีเวลาว่างก็ชวนไกด์คนไทยคุยฆ่าเวลาระหว่างการเดินทาง ตอนหนึ่งเราได้คุยกันถึงเรื่องหนังสือเดินทาง จึงทำให้ผม
ถึงบางอ้อว่าจริงๆแล้วมันสำคัญมาก ผมถึงได้จั่วหัวว่า "บัตรประจำตัวประชาชนพลเมืองโลก" ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติเวลาจะต้องเดินทางไปไหนมาไหน บนโลกใบนี้ ต้องมีเอกสารแสดงตนว่าเป็นใครมาจากไหน เอกสารที่ว่านี้คือหนังสือเดินทางนั่นเอง เหมือนกับบัตรประชาชน เพียงแต่ว่าหนังสือเดินทางหรือ passport เป็นเอกสารสากลที่สามารถใช้แสดงตนได้ทั่วโลก เพราะมีรายละเอียดเกี่ยวกับเจ้าของหนังสือเดินทางที่ละเอียดและสามารถตรวจสอบได้จากทุกมุมโลก ดังนั้นจึงเป็นเอกสารสำคัญยิ่ง อย่าให้ตกอยู่ในมือบุคคลอื่นโดยเด็ดขาด ในบ้านเรา สามารถใช้หนังสือเดินทางแสดงตนแทนบัตรประจำตัวประชาชนได้เช่นกัน
เมื่อสำคัญเช่นนี้ทำไมเราไม่คิดทำละ เมื่อคิดได้เช่นนี้กลับถึงบ้านก็รีบหาเอกสารหลักฐานที่จำเป็นพร้อมเงินค่าธรรมเนียมไปดำเนินการจนได้มาเป็นสมบัติส่วนตัวเรียบร้อยแล้วครับ ว่าแต่ว่าหนังสือเดินทางที่มีใช้อยู่เป็นแบบบุคคลธรรมดาเล่มสีน้ำตาล ถ้างั้นแสดงว่าหนังสือเดินทางต้องมีหลายแบบหลายสีหลายระดับ คิดได้อย่างนั้ก็ลองหาข้อมูลดูก็พบว่าหนังสือเดืนทางเล่มเล็กๆที่เห็นกลับมีความเป็นมาและรายละเอียดมากมายทีเดียวเลยต้องนำมามาฝากเพื่อนๆ ใน go with me เผื่อว่าใครยังไม่มีก็จะได้ไปทำบ้างครับ

ความเป็นมาหนังสือเดินทางไทย [passport]
หนังสือเดินทางไทย (Thai passport) เป็นหนังสือเดินทางที่ออกให้เฉพาะประชาชนไทยโดยกองหนังสือเดินทางกระทรวงการต่างประเทศ อาจจะออกในประเทศไทย หรือสถานเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศ หรือสถานกงสุลไทยทั้ง 86 แห่งทั่วโลก
ประวัติและวิวัฒนาการของหนังสือเดินทางประเทศไทย เริ่มมีหลักฐานและข้อมูลในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เริ่มมีการออกเอกสารที่มีรูปแบบเพื่อใช้ในการเดินทางสำหรับคนไทยโดยออก เป็นหนังสือราชการที่เขียนด้วยลายมือ มีการกำหนดตราประทับคือตราพระคชสีห์น้อย ตราพระราชสีห์น้อย หรือตราสุครีพซึ่งเป็นรูปแบบที่แน่นอนบนเอกสาร มีกำหนดอายุ 1 ปี ในระยะเริ่มแรกเอกสารเดินทางที่ทางราชการออกให้จะใช้ในข้ามเขต เมือง มณฑลภายในประเทศ ซึ่งยังไม่มีเอกสารที่ใช้สำหรับเดินทางไปต่างประเทศ ในเวลาต่อมาซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของหนังสือเดินทางประเทศไทยที่ ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยทางราชการสยาม (ราชการไทยในปัจจุบัน) ได้มีการกำหนดกฎเกณฑ์ว่าด้วยการเดินทางออกนอกพระราชอาณาเขต(ประเทศ) โดยกำหนดให้คนสยาม (พลเมืองไทย) ที่จะเดินทางไปเมืองต่างประเทศต้องมีจดหมายหรือหนังสือเดินทางสำหรับตัวทุก คนจากเจ้าเมือง หลังจากนั้นได้มีการปรับเปลี่ยนให้ใช้หนังสือเดินทางไปต่างประเทศในลักษณะ เป็นหนังสือเดินทางที่พิมพ์ด้วยภาษาฝรั่งเศส 2 หน้า โดยหน้าแรกเป็นหนังสือราชการที่มีข้อความ ขออำนวยความสะดวกในการเดินทางให้ แก่ผู้ถือหนังสือเดินทาง ส่วนหน้าสองแสดงรายละเอียดข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ถือหนังสือเดินทาง ซึ่งประกอบด้วยรูปถ่าย อายุ ความสูง สีผม ตา ใบหน้า ตำหนิ และลายมือชื่อผู้ถือหนังสือเดินทาง และมีอายุการใช้งาน 1 ปี ในสมัยนั้นหนังสือเดินทางเรียกกันว่าเอกสารเดินทางประเภทตราเดินทาง เพื่อใช้เป็นหนังสือแสดงตัวสำหรับเดินทางไปในหัวเมือง
ตามคำร้องขอของสถานทูตหรือสถานกงสุลต่างประเทศในไทย หรือเป็นการออกให้แก่คนต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย โดยมีการสลักท้องตราประทานหรือตราเดินทางลงในเอกสารเดินทาง ผู้มีอำนาจในการออกหนังสืออาจจะเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหลายระดับ ผู้ว่าราชการเมือง กรมการจังหวัด กระทรวงมหาดไทย หรือแม้แต่กำนัน ซึ่งไม่ได้มีการกำหนดว่าเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดแน่นอน แต่ต้องได้รับคำสั่งจากเจ้าเมืองก่อน แต่ในสมัยนั้นชาวเมืองยังไม่ได้เห็นความสำคัญกับหนังสือเดินทางมากนัก เพราะยังไม่มีการตรวจลงตรา (visa) หรือละเลยที่จะตรวจลงตราทั้งในประเทศไทย และในต่างประเทศ ทำให้เกิดปัญหาขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ต่อมาหนังสือเดินทางจึงเริ่มมีการพัฒนา โดยเป็นมาตรฐานสากลมากขึ้นตามลำดับ ดังนี้
พ.ศ. 2460 รัฐบาลในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ได้มีการออก "ประกาศว่าด้วยผู้เดินทางไปนอกพระราชอาณาเขตร์ให้มีหนังสือเดินทาง" เมื่อวันที่ 17 กันยายน เป็นการกำหนดกฎเกณฑ์อย่างเป็นทางการสำหรับผู้เดินทางออกนอกประเทศเพื่อลด ปัญหาผู้เดินทางมักจะไม่มีหนังสือเดินทาง หรือตราเดินทาง (visa) ทำให้ถูกกักกันไม่ให้เข้าประเทศ ถูกจับกุมกักขังหรือถูกส่งกลับประเทศอันเนื่องมาจากในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 รัฐบาลในประเทศต่างๆ เริ่มมีการตรวจตราหนังสือเดินทางของคนต่างชาติอย่างเข้มงวด โดยมีการลงในราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 23 กันยายน
พ.ศ. 2463 ได้มีการเรียกร้องให้ใช้รูปแบบหนังสือเดินทางให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเป็นผลพวงจากการประชุมขององค์การสันนิบาตชาติเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส รัฐบาลไทยในสมัยนั้นได้เข้าร่วมประชุมและลงนามรับรองข้อมติของที่ประชุมดังกล่าว
พ.ศ. 2470 รัฐบาลไทยได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคนเข้าเมืองฉบับแรกของไทยในวันที่ 1 กรกฎาคม อันเนื่องมาจากข้อตกลงในมติในที่ประชุมขององค์การสันนิบาติชาติเกี่ยวกับ หนังสือเดินทางในปีพ.ศ. 2463 ทำให้เริ่มมีการปรับปรุงรูปแบบของหนังสือเดินทางใหม่ให้เป็นรูปเล่ม
พ.ศ. 2482 มีการผลิตหนังสือเดินทางเป็นรูปเล่มปกแข็งมีขนาดใหญ่กว่าที่ใช้อยู่ใน ปัจจุบัน ภายในเล่มข้อมูลใช้ภาษาไทยและภาษาฝรั่งเศสควบคู่กัน มีการติดรูปถ่ายผู้ถือหนังสือเดินทางพร้อมลายมือชื่อ หนังสือเดินทางมีจำหนวน 32 หน้าโดยในสมัยนั้นมีแผนกหนังสือเดินทาง กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบดูแล แต่ไม่สามารถออกหนังสือเดินทางหรือต่ออายุนอกพระราชอาณาเขตสยาม (ประเทศไทยในปัจจุบัน) ได้ หนังสือเดินทางมีอายุเพียง 2 ปี แม้กระนั้นเมื่อหมดอายุสามารถต่ออายุได้ 1-2 ปีแต่เมื่อรวมแล้วต้องไม่เกิน 4 ปี โดยหนังสือเดินทางใช้ได้เฉพาะการเดินทางไปยังประเทศที่ระบุไว้ในหนังสือเดิน ทางเท่านั้นแต่สามารถสลักเพิ่มเติมได้ในภายหลัง ค่าธรรมเนียมฉบับละ 12 บาทสำหรับออกเล่มใหม่ ส่วนการต่ออายุปีละ 6 บาท หลังจากนั้นก็มีการเปลี่ยงแปลงเล็กน้อยในส่วนของสี ตราครุฑบนปกนอก และลักษณะการจัดวางข้อมูลภายใน
พ.ศ. 2520 มีการเปลี่ยนแปลงรายการข้อมูลผู้ถือหนังสือเดินทางจากที่เคยใช้ภาษาไทยและภาษาฝรั่งเศส เปลี่ยนมาเป็นข้อมูลภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
พ.ศ. 2536 มีการพัฒนาในการพิมพ์รูปผู้ถือหนังสือเดินทางลงในหนังสือเดินทางด้วยระบบ ดิจิตอลแทนการติดรูปลงในหนังสือเดินทางโดยใช้ระบบ Digital Passport System (DPS) ทำให้อ่านได้ด้วยเครื่องอ่านหนังสือเดินทาง (Machine Readable Passport)
พ.ศ. 2538 เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) จึงมีการเปลี่ยนแปลงหนังสือเดินทางให้ข้อมูลอยู่ในหน้าเดียว
พ.ศ. 2543 ระบบการทำหนังสือเดินทางเริ่มเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยเพื่อเรียกใช้ข้อมูลทะเบียนราษฎรผ่านทางคอมพิวเตอร์ทำให้ผู้ขอหนังสือเดินทางใช้หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนยื่น ขอหนังสือเดินทาง นอกจากนั้นยังมีการพัฒนาระบบการผลิตหนังสือเดินทางโดยนำเทคโนโลยีการถ่ายรูป การบันทึกข้อมูล และการพิมพ์ข้อมูลลงในเล่มโดยตรง ทั้งสองระบบนี้สามารถช่วยย่นเวลาการผลิตหนังสือเดินทางได้เป็นอย่างมากทำให้ สามารถผลิตหนังสือเดินทางได้ภายในเวลา 3 วันทำการ
พ.ศ. 2545 มีการปรับปรุงรูปแบบและเล่มหนังสือเดินทางให้ได้มาตรฐานมากขึ้นโดยใช้ เทคโนโลยีขั้นสูงแบบเดียวกับการพิมพ์ธนบัตร ทำให้มีคุณลักษณะป้องกันการปลอมแปลงที่เพิ่มขึ้น คุณลักษณะนี้อาจจะไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า จำเป็นต้องใช้เครื่องมือเฉพาะในการตรวจสอบ และคุณลักษณะบางอย่างที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็มีการแฝงไว้อย่างแนบ เนียน นอกจากนี้ในขั้นตอนการผลิตเล่มหนังสือเดินทางจะผลิตขึ้นด้วยกรรมวิธีและสาร เคมีที่ไม่สามารถหาได้ทั่วไป ทำให้ยากต่อการปลอมแปลง และมีความปลอดภัยสูง
พ.ศ. 2548 เริ่มมีการนำหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีการบันทึกข้อมูลทางชีวภาพของผู้ถือหนังสือเดินทาง มีการฝังไมโครชิปที่เป็นมาตรฐานขององค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) มีการเพิ่มจำนวนหน้าเป็น 50 หน้า
ตอนหน้าจะมาเพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับชนิดรูปแบบของหนังสือเดินทาง รวมทั้งขั้นตอนวิธีการทำและเกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับหนังสือเดินทางด้วยครับโปรดติดตามตอนต่อไป

Saturday, October 31, 2009

คำแนะนำในการเดินทางไปต่างประเทศ (ครั้งแรก)



การเดินทางเริ่มมีความสำคัญและเป็นสิ่งจำเป็นที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นที่ที่เราไม่เคยคุ้นเคยมาก่อนอาจนำมาซึ่งความไม่สะดวก ความไม่ปลอดภัยกับชีวิตและทรัพย์สินของเรา ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำด้านความมั่นคงปลอดภัยส่วนบุคคล เพื่อลดโอกาสจากการคุกคามจากภัยต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราโดยตรง หรืออาจจะเกิดจากผู้อื่นซึ่งมีผลกระทบกับเรา ใครจะว่ายังไงก็ช่าง เพราะการเตรียมตัวดีย่อมนำมาซึ่งการเดินทางที่ราบรื่นและปลอดภัยครับ

การเตรียมการก่อนเดินทางไปต่างประเทศ ประการแรกที่สำคัญที่สุดคือการเตรียมเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางดังนี้ ตรวจดูหนังสือเดินทางว่าหมดอายุหรือใกล้หมดอายุหรือยัง วีซ่าว่ามีอายุการใช้งานได้ครอบคุมระยะเวลาการปฏิบัติงานของท่านในประเทศนั้นหรือไม่
ตั๋วเครื่องบิน ดูวันเวลาและเที่ยวบินที่ถูกต้องชัดเจน
ใบรับรองการประกันภัย,ประกันสุขภาพเพื่อการเดินทางไปต่างประเทศ
ใบรับรองฉีดวัคซีน/กรุ๊ปเลือด(บางประเทศอาจต้องใช้)
หมายเลขโทรศัพท์ ในการติดต่อกับปลายทางและกรณีฉุกเฉิน
ให้ทำการถ่ายสำเนาหนังเดินทาง วีซ่า ตั๋วเครื่องบินและควรจดบันทึกหมายเลขบัตรเครดิตและเช็คเดินทางและเก็บแยกไว้จากตัวจริง เผื่อกรณีฉุกเฉิน และควรนำรูปถ่ายขนาดเท่ารูปถ่ายติดพาสปอร์ตพกติดไว้ด้วยสักรูปสอง รูป เผื่อจำเป็นต้องใช้

เตรียมการเรื่องบัตรเครดิตและเงินสดไว้ให้เพียงพอ
1. เตรียมเงินสดไว้บ้างเผื่อต้องใช้ระหว่างเดินทาง รวมทั้งเช็คเดินทางเพื่อความปลอดภัย
2. ควรแยกบัตรเครดิตที่ใช้สำหรับการเดินทางไว้โดยเฉพาะ และควรพกเงินดอลล่าร์สหรัฐติดตัวไว้บ้าง เพื่อสะดวกในการใช้จ่าย
3. ควรแลกเงินตราท้องถิ่นที่สนามบินไว้บ้าง เผื่อว่าในประเทศนั้นไม่มีเงินสกุลอื่น

ใน แง่ของความมั่นคงปลอดภัย ถึงแม้ว่าความเสี่ยงในการเดินทางจากภัยอันตรายต่างๆ ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้น้อยกับผู้ที่เดินทาง แต่ก็อย่าประมาท ภัยต่างๆ ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ บางครั้งอาจจะไม่เกิดขึ้นกับเราโดยตรงแต่อาจจะมีผลกระทบกับเราได้ การวางแผนการเดินทางที่ดี การเตรียมการที่ดี เป็นการลดโอกาสที่จะเกิดอันตรายขึ้นกับเรา คำแนะนำต่อไปนี้อาจจะช่วยคุณได้คือ
1. การมีการวางแผนการเดินทางให้ดี ตั้งแต่การเริ่มต้นเดินทางไปจนกระทั่งเดินการทางกลับ
2. ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีอัตราความเสี่ยงภัยสูง เช่น พื้นที่ที่มีสถานะการณ์ตึงเครียดในด้านทางทหารจากการสู้รบ การโจมตี ด้านการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเดินขบวนประท้วง และพื้นที่ที่มีปัญหาขัดแย้งเป็นต้น พื้นที่เหล่านี้จะมีการควบคุมโดยกองกำลังความมั่นคงต่างๆมากมายอาจจะทำให้ เกิดความล่าช้าหรือปัญหาอื่นๆ จากมาตราการเข้มงวด หรือปฎิบัติการของกองกำลังเหล่านี้
3. ควรเตรียมการเรื่องการนัดหมาย การตอบรับและการรับรองการเดินทางจากจุดหมายปลายทางไว้ล่วงหน้า
4. ควรจะมีการนัดหมายกันกับผู้ที่เราจะไปพบ หรือมารับเราที่สนามบินและเตรียมการวางแผนล่วงหน้าเกิดกรณีมีพบผู้ที่เรานัด หมายไว้หรือผู้ที่เรานัดหมายไว้ไม่มารับเราที่สนามบินว่าเราควรจำอย่างไร

การจัดเตรียมกระเป๋าเดินทาง
1. ควรศึกษาเรื่องน้ำหนัก ขนาด จำนวนกระเป๋าที่จะถือขึ้นเครื่องบินหรือกฎระเบียบต่างๆ จากสายการบินก่อนเดินทาง
2. จัดเตรียมเสื้อผ้าให้พอเพียงแก่ความจำเป็นที่จะใช้กระเป๋าเดินทางควรจะมี ความมั่นคงแข็งแรง และควรทำเครื่องหมายไว้เพื่อง่ายต่อการจดจำ
3. ควรมีกระเป๋าเดินทางให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ควรเตรียมชุดสำรอง ชุดชั้นในสำรอง ไว้ใสกระเป๋าที่ถือขึ้นเครื่องด้วย

ก่อนออกเดินทาง
1. ยืนยันการเดินทางทั้งไปและกลับกับสายการบินที่จะเดินทางไปอย่างน้อย 2 วัน ก่อนการเดินทาง
2. เผื่อเวลาสำหรับการเช็คอิน อย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเวลาเครื่องบินจะออก
3. ถ้ามีการให้บริการเช็คอินแบบ Early Check in ควรทำการเช็คอินก่อน

การปฎิบัติระหว่างการเดินทาง
1. ในระหว่างการเดินทางถ้าคุณประสบกับปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัย กรุณาติดต่อผู้แทนของบริษัท ฯ ที่ทำหน้าที่ในประเทศที่ท่านจะเดินทางไป
2. ท่านควรมีสำเนาหมายเลขโทรศัพท์สำคัญ ๆ ของจุดหมายปลายทางในประเทศนั้น ๆ ติดตัวไปด้วยตลอดเวลา เช่น โรงแรม บริษัท หรือสถานทูตไทย
3. ถ้าท่านไม่สามารถติดต่อกับผู้ที่อยู่ ณ จุดหมายปลายทางได้ ขอให้ท่านติดต่อกลับมายังบริษัทได้ตลอดเวลา หรือสถานทูต เพื่อขอความช่วยเหลือหรือขอคำแนะนำ

การประกันในการเดินทาง การประกันด้านอุบัติเหตุและสุขภาพเพื่อการเดินทางต่างประเทศ ทางบริษัทฯ ได้เตรียมการไว้ให้พนักงานทุกคนที่เดินทางเพื่อปฎิบัติธุรกิจของบริษัทฯ เท่านั้น และเงื่อนไขการประกันจะไม่คุ้มครองในช่วงที่พนักงานเดินทางเพื่อการส่วนตัว ถ้ามีข้อสงสัยกรุณาติดต่อฝ่ายบุคคลก่อนการเดินทาง

ข้อแนะนำในระหว่างการเดินทาง
1. ควรแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่เหมาะสม ไม่เป็นที่สะดุดตา ไม่ควรสวมเครื่องประดับราคาแพง หรูหราเป็นการล่อใจต่อผู้ไม่ประสงค์ดี
2. กระเป๋าเดินทางควรปิดล็อคให้แน่นหนา ติดป้ายชื่อหมายเลขเที่ยวบิน จุดหมายปลายทาง
3. ไม่ควรติดป้ายสถานะของผู้เดินทาง เช่น บัตรทอง บัตรผู้บริหาร ซึ่งสายการบินต่างๆ ออกให้ เพราะอาจจะเป็นเป้าหมายของผู้ไม่ประสงค์ดี
4. ควรติดเทปตรงรอยต่อของฝากระเป๋าเดินทาง เพื่อเป็นเครื่องบอกว่ากระเป๋าถูกงัดหรือไม่
5. ไม่ควรนำสิ่งของต้องห้ามเข้าประเทศนั้นๆ หรือนำติดตัวไป ไม่ควรนำอาวุธเข้าประเทศนั้นๆ
6. ควรเตรียมเงินสดที่พร้อมจะใช้แยกไว้ต่างหากจากเงินทั้งหมดเพื่อสามารถเอาออก มาไว้ได้ทันที แทนที่จะนำเงินทั้งหมดออกมาอาจจะเกิดความไม่ปลอดภัย
7. ให้ตรวจสอบระเบียบการอนุญาตการนำสินค้ายกเว้นภาษี (Duty Free) ก่อนนำเข้าประเทศนั้นๆ
8. ควรรับทราบ และยืนยันกับผู้ที่เราจะพบ ณ จุดนัดพบ ตลอดจนชื่อโรงแรมหรือที่พัก ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ในการติดต่อเมื่อเกิดปัญหา

การปฎิบัติในเครื่องบิน
1. โปรดใช้ความระมัดระวังในการสนทนากับผู้อื่นในเรื่องเกี่ยวกับข้อมูลของบริษัทฯ
2. เก็บรักษาเอกสารสำคัญๆ ของบริษัทฯ ไว้ให้ดีเพื่อป้องกันมิให้ความลับของบริษัทรั่วไหลออกไป
3. กรอกแบบฟอร์มต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นแบบฟอร์มตรวจคนเข้าเมือง ให้เรียบร้อย
4. ก่อนที่จะออกจากเครื่องบิน ให้ตรวจดูสิ่งของส่วนตัวให้เรียบร้อยเพื่อให้มั่นใจได้ว่าไม่ลืมสิ่งใดเอาไว้

การปฎิบัติเมื่อประสบกับสถานการณ์สลัดอากาศจี้เครื่องบิน ท่านควรปฎิบัติดังนี้
1. อยู่ในอาการสงบ ควบคุมความรู้สึก คิดในแง่ดีไว้ (พ่อแก้ว แม่แก้ว)
2. พยายามทำตัวให้กลมกลืนกับผู้โดยสารทั่วไปอย่าทำตัวเด่นสะดุดตา
3. หลีกเลี่ยงการสบตา ซึ่งเป็นการแสดงว่าคุณกำลังเฝ้าดูพฤติกรรมของสลัดอากาศอยู่
4. อย่าพยายามต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น
5. อย่าพยายามสื่อสาร หรือให้สัญญาณผู้โดยสารอื่นๆ
6. หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวอย่าฉับพลันหรือขัดขืนต่อสู้ ถ้าถูกถาม ให้ตอบอย่างสุภาพและสั้นๆ อย่าอาสาที่จะให้ข้อมูล หรือเสนออะไรที่ไม่จำเป็น
7. อย่าพยายามทำตัวเป็นคนเก่ง ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายแก่ตัวคุณเอง หรือผู้อื่นได้
8. เตรียมตัวให้พร้อมทั้งด้านร่างกาย และให้ทำใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
9. ศึกษาคำแนะนำความปลอดภัยในเอกสาร และสังเกตุทางออกฉุกเฉิน
10. จงเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการที่จะเกิดขึ้น ถ้ามีการจู่โจมจากหน่วยที่เข้าไปทำการช่วยเหลือ ถ้ามีการต่อสู้กันให้หมอบ หาที่กำบัง หรือนอนราบกับพื้น
11. ปฎิบัติตามคำสั่งของหน่วยจู่โจม อย่างเคร่งครัด

จองที่พักทั่วไทย

Search Hotels in Thailand
Destination:
Check in:
Check out: